ยาเคมีบำบัดที่พบบ่อย

Bleomycin                    Carboplatin                  Cisplatin                       Cyclophosphamide

Cytarabine                   Doxorubicin                 Etoposide                    Gemcitabin

Irinotican                     Liposomal Doxorubicin                                    Methotrexate

Oxaliplatin                   Taxol                                Taxotere                     Herceptin

Velcade                          Vinblastin                      Vincristine                  Vinorelbine

            แหล่งที่มา : ภ.ญ. อภิรมย์  เหล่าเจริญเกียรติ

การดูแลผู้ป่วยที่ใส่ Port A cath

This slideshow requires JavaScript.

แหล่งที่มา : แผนกเคมีบำบัดและให้เลือด โรงพยาบาลศิริราช

การเกิด Extravasation

This slideshow requires JavaScript.

 

          Extravasation เป็นการรั่วซึมของยาหรือสารเคมีออกนอกเส้นเลือดในขณะให้ยาทางหลอดเลือดดำ ยาหรือสารเคมีนั้นจะทำลายเนื้อเยื่อ เอ็น ซึ่งมีระดับความรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของยาหรือสารเคมี

การป้องกัน Extravasations

            เลือกเส้นเลือดที่ดี สมบูรณ์  หลีกเลี่ยงแขนข้างที่ทำ MRM  แทงเส้นด้วย scalp vein หรือ plastic canula ด้วยความนุ่มนวล ระมัดระวัง ปิดเทปไม่ให้เข็มเลื่อน / เปลี่ยนตำแหน่งต้อง test เส้นเลือดด้วย 0.9%NSS ทุกครั้ง ห้าม test ด้วยยา อธิบายให้ผู้ป่วยทราบว่าถ้ามีอาการเจ็บบริเวณที่แทงหรือรู้สึกเจ็บขณะเดินยาให้บอกทันที และต้องหยุดการเดินยาทันที ต้องมีการตรวจสอบการไหลย้อนกลับของเลือดตลอดเวลาที่ให้ยา ควรฉีดยากลุ่ม vesicant ก่อน เนื่องจากเส้นเลือดยังมีความสมบูรณ์ ลดภาวะเสี่ยงจากการรั่วไหลของยาออกนอกหลอดเลือด

การจัดการเมื่อเกิดยาเคมีบำบัดรั่วออกนอกหลอดเลือด

           หยุดให้ยาทันที เมื่อพบการรั่วซึมของยาออกนอกหลอดเลือด สวมถุงมือ ใช้ Syringe 5cc. ต่อเข้ากับ  IV catheter/ scalp vein ที่ให้ยาเคมีบำบัด ดูดยาส่วนที่รั่วซึมออกให้มากที่สุด รายงานแพทย์ทันทีเพื่อให้ยา antidote ปลดเข็มให้ยาเคมีบำบัดออก ใช้สำลีแห้งกดบริเวณที่ปลดเข็ม และห้ามกด/คลึงบริเวณที่มีการรั่วซึมของยา ทายาบริเวณผิวหนังที่เกิดการรั่วซึมตามแผนการรักษา เช่น ไฮโดรคอร์ติโซน 1% วันละ 2 ครั้ง ประคบเย็นบริเวณผิวหนังที่เกิดการรั่วซึมของยา นานครั้งละ 15-20 นาที ทุก 3-4 ชั่วโมงแรก ยกเว้นยาในกลุ่ม Vinca ให้ใช้วิธีประคบร้อนแทน ยกอวัยวะที่ยาเคมีบำบัดรั่วซึมให้สูงกว่าระดับหัวใจ และกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวของอวัยวะส่วนนั้น เพื่อลดอาการบวม และป้องกันการดึงรั้งของเนื้อเยื่อ เปลี่ยนเส้นใหม่เพื่อให้ยา ปรึกษาPlastic surgeryในกรณีที่เกิดบาดแผลลึกมาก/มีการ leak ของยาจำนวนมาก สังเกตอาการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังบริเวณที่เกิดการรั่วซึมของยาเป็นระยะๆ เช่น อาการปวด บวม แดง เป็นผื่นแดง (Erythema) การเกิดตุ่มพอง (Blister) และการเกิด necrosis บันทึก วัน เวลา ชนิด ขนาดของยาเคมีบำบัดที่ให้ รวมทั้งวิธีการให้ ชนิดและขนาดของเข็มที่ให้ยา ปริมาณยาที่รั่วซึมโดยประมาณ และการรักษาพยาบาล เมื่อเกิดการรั่วซึมของยา

ยาเคมีบำบัดที่ต้องประคบร้อน

Bleomycin
Vinblastine (Velban)
Vincristine (Oncovin)
Vinorelbine (Navelbine)
Oxaliplatin (Eloxatin)
  
แหล่งที่มา : แผนกเคมีบำบัดและให้เลือด โรงพยาบาลศิริราช

 

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการได้รับยาเคมีบำบัด

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการได้รับยาเคมีบำบัดมีดังนี้

  1. Immediate เกิดภายในเวลาเป็นนาที ได้แก่ ช็อค หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ความดันโลหิตลดลงปวดจากการระคายเคือง
  2. Early เกิดภายในเวลาเป็นชั่วโมง ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย มีไข้ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ อาการแพ้
  3. Intermediate เกิดภายในระยะเวลาเป็นวัน ได้แก่ ไขกระดูกถูกกด เยื่อบุช่องปากอักเสบ ผมร่วง ชาตามประสาท ( ชาตามปลายมือ ปลายเท้า) ไตวาย ระบบภูมิคุ้มกันถูกกด
  4. Late  เกิดภายในระยะเวลาเป็นเดือน ได้แก่ มีอันตรายต่ออวัยวะที่สำคัญ เช่น หัวใจ ปอด ตับ ไต ผิวหนังมีสีคล้ำ ไม่มีประจำเดือนเป็นหมันชั่วคราว มีการเปลี่ยนแปลงของต่อมไร้ท่อ มีผลต่อทารกในครรภ์ มีอาการทางจิตที่พบบ่อย คือ ภาวะซึมเศร้า

                       แหล่งที่มา : แผนกเคมีบำบัดและให้เลือด โรงพยาบาลศิริราช

การปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อต้องรับยาเคมีบำบัด

การเตรียมตัวก่อนให้ยาเคมีบำบัด

  1. แจ้งให้แพทย์ทราบถึงประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และประวัติการเกิดโรคอื่น ๆ ได้แก่ อีสุกอีใส งูสวัด โรคติดเชื้อ โรคไต โรคตับ โรคหัวใจ โรคปอด
  2. แจ้งให้แพทย์ทราบถ้ากำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร หรือกำลังวางแผนเพื่อการมีบุตร เนื่องจากยาอาจทำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ ควรคุมกำเนิด และหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรในระหว่างที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด
  3. แจ้งให้แพทย์ทราบถึงยาชนิดอื่นที่กำลังใช้อยู่ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยาใด ๆ Continue reading

เคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง

            เคมีบำบัด หมายถึง การรักษาด้วยามาเพื่อควบคุมหรือทำลายเซลล์มะเร็ง โดยการออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งและทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง บางครั้งอาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ ผมร่วง ซึ่งอาการเหล่านี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของยา สภาวะความแข็งแรงของร่างกาย ความพร้อมทางด้านจิตใจของผู้ป่วย Continue reading

มะม่วงกับมะเร็ง

                                             ผลไม้ไทยต้านภัยมะเร็ง 

           ผลไม้ไทยมีการหมุนเวียนออกมาให้ได้กินตลอดทั้งปี และแต่ละชนิดมีสีสันที่แตกต่างกันไป ซึ่งผลไม้นอกจากเป็นแหล่งของน้ำ เกลือแร่และวิตามินต่างๆแล้วยังเป็นแหล่งของสารต้านอนมูลอิสระอีกด้วย
                                                                 อนุมูลอิสระ            

                เกิดจากโมเลกุลหรืออะตอมที่ไม่เสถียรหรือไม่คงที่    เนื่องจากการขาดอิเล็กตรอนไป 1 ตัว        ซึ่งโดยปกติร่างกายของคนเราจะมีโมเลกุล   หรืออะตอมที่มีอิเล็กตรอนอยู่เป็นจำนวนคู่ (พันธะคู่)       การที่ร่างกายมีการสูญเสียอิเล็กตรอนจากการถูกอนุมูลอิสระแย่งจับ จะทำให้โมเลกูลของเซลล์ในร่างกายไม่เสถียรเกิดความไม่สมดุล     ทำให้เซลล์ในร่างกายเสียหายได้จากอนุมูลอิสระที่เข้าไปทำลายเซลล์และนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆ       เช่น โรคมะเร็ง    โรคหัวใจและหลอดเดลือด      ต้อกระจกหรือการเสื่อมของดวงตาก่อนวัย แต่ถ้าร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเพียงพอ  สารต้านอนุมูลอิสระจะเข้าไปจับอนุมูลอิสระแล้วนำไปทิ้งนอกเซลล์ทำให้เซลล์ไม่ถูกทำลาย
               ดังนั้นเราต้องได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มเติมจากอาหาร เช่น  วิตามินซี  บีต้าแคโรทีน  ไลโคฟีน  ซีแซนทีนและลูทีน แอนโทไซยานิดิน ซึ่งอยู่ในผลไม้

                                              มะม่วงกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

                 แมงจิเฟอริน เป็นแซนโทนไกลโคไซด์พบมากในใบอ่อน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงการที่ภูมิปัญญาไทยกินใบมะม่วงอ่อนจิ้มน้ำพริกจะได้สารต้านอนุมูลอิสระนี้มาก นอกจากนี้เนื้อผลมะม่วงยังอุดมด้วยเบต้าแคโรทีน โพลีฟีนอลเควอร์เซดินและไกลโคไซด์แอสตร้าเกลิน สารเหล่านี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สารอนุมุลอิสระเป็นกลางลดความเสียหายต่อเซลล์จากสารอนุมูลอิสระลดความเสียงต่อการเกิดโรคหัวใจ มะเร็ง สภาวะแก่ก่อนวัยและโรคแห่งความเสื่อมของร่างกายต่างๆ

                                         มะม่วงลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง

                 นอกจากเนื้อผลมะม่วงจะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระแล้วยังพบรายงานว่า เนื้อผลมะม่วงมีเส้นใยละลายน้ำที่เรียกแพกตินในปริมาณสูงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารและลดปริมาณคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดด้วย
                     ปีพ.ศ. 2551 นักวิจัยมหาวิทยาลัยมัทดราส ประเทศอินเดีย กระตุ้นให้หนูเป็นมะเร็งปอดด้วยเบนโซ(เอ)ไพรีน หนูที่ได้รับสารดังกล่าวมีการทำงานของเอนไซด์อิเล็กตรอนทรานสปอตและTCA Cycle ลดลงส่วนหนูที่ได้รับแมงจิเฟอรินก่อนการให้สารก่อมะเร็งหรือได้รับแมงจิเฟอรินหลังได้รับสารมะเร็งเป็นเวลา 18 สัปดาห์ มีการทำงานของเอนไซด์เหล่านั้นที่เป็นปกติเหมือนกลุ่มสัตว์ทดลองที่ไม่เป็นมะเร็ง ทำให้เห็นว่าแมงจิเฟอรินมีฤทธิ์ป้องกันและรักษามะเร็ง
(ที่มา:  หมอชาวบ้าน เรื่อง มะม่วงผลไม้ก็เป็นยา ปีที่ 31 ฉบับที่ 361 พฤษภาคม 2552)