การปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อต้องรับยาเคมีบำบัด

การเตรียมตัวก่อนให้ยาเคมีบำบัด

  1. แจ้งให้แพทย์ทราบถึงประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และประวัติการเกิดโรคอื่น ๆ ได้แก่ อีสุกอีใส งูสวัด โรคติดเชื้อ โรคไต โรคตับ โรคหัวใจ โรคปอด
  2. แจ้งให้แพทย์ทราบถ้ากำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร หรือกำลังวางแผนเพื่อการมีบุตร เนื่องจากยาอาจทำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ ควรคุมกำเนิด และหลีกเลี่ยงการให้นมบุตรในระหว่างที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด
  3. แจ้งให้แพทย์ทราบถึงยาชนิดอื่นที่กำลังใช้อยู่ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยาใด ๆ

ด้านร่างกาย

  1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ ผัก ผลไม้
  2. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และเพิ่มการนอนพักในตอนกลางวัน 1 – 2 ชั่วโมงต่อวัน
  3. ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ ต้องแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบ

 ด้านจิตใจ

  1. ควรทำอารมณ์ จิตใจ พร้อมรับการรักษา
  2. ลดความกลัว ความวิตกกังวล
  3. สร้างความมั่นใจในวิทยากร การดูแลรักษา รวมทั้งสามารถลดอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้
  4. แพทย์และพยาบาลควรประเมินภาวะวิตกกังวลเกี่ยวกับโรค และการดูแลตนเอง ของผู้ป่วย

                                                       การดูแลตนเองหลังให้ยาเคมีบำบัด

การดูแลตนเองเมื่อปริมาณเม็ดเลือดและเกร็ดเลือดต่ำ

            เม็ดเลือดขาวมีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกาย เมื่อปริมารเม็ดเลือดขาวลดลงทำให้มีโอกาสติดเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น จึงควรปฎิบัติดังนี้

  1. รักษาความสะอาดของร่างกาย ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่ใช้มือสกปรกขยี้ตาหรือแคะจมูกรักษาความสะอาดของช่องปากและฟัน
  2. หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยติดเชื้อ ผู้ที่เป็นไข้หวัด การเข้าไปอยู่ในที่ชุมขนหรือที่ที่มีการระบาดของเชื้อโรค
  3. ระมัดระวังการเกิดบาดแผลบริเวณผิวหนัง
  4. หลีกเลี่ยงการใช้ยาเหน็บทวารหนัก เพราะถ้ามีบาดแผลจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้
  5. ขณะได้รับการรักษาด้วยยานี้ ไม่ควรได้รับการฉีดวัคซีนใด ๆ โดยไม่ปรึกษาแพทย์
  6. พบและปรึกษาแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการไข้หรือหนาวสั่น ไอ เจ็บคอ หรือเสียงแหบ ปวดหรือแสบร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะ

ภาวะเกร็ดเลือดต่ำ

                เกร็ดเลือดมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดหยุดไหลและช่วยในการสมานบาดแผล เมื่อปริมาณเกร็ดเลือดต่ำทำให้เกิดภาวะเลือดออกได้ง่าย หยุดไหลข้า อาจพบจ้ำหรือจุดเลือดออกบริเวณผิวหนัง

  1. หลีกเลี่ยงการได้รับบาดเจ็บ หรือการถูกกระทบกระแทก เช่น การเล่นกีฬาที่มีการกระทบกระแทก
  2. ระมัดระวังการถูกบาดด้วยของมีคม เช่น มีด ที่โกนหนวด หรือกรรไกรตัดเล็บ แนะนำใช้เครื่องโกนหนวดไฟฟ้า แทนการใช้มีดโกนหนวด
  3. ระมัดระวังการใช้ไหมขัดฟัน หรือแปรงสีฟัน ควรใช้แปรงสีฟันขนอ่อนเพื่อป้องกันการเกิดแผลและการเกิดเลือดไหล และก่อนทำฟันควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง
  4. ไม่ควรรับประทานยาแอสไพริน หรือมีส่วนผสมของแอสไพริน
  5. พบและปรึกษาแพทย์เมื่อเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ     พบจ้ำหรือจุดเลือดบริเวณผิวหนัง พบเลือดในปัสสาวะหรืออุจจาระ

การดูแลตนเองสำหรับอาการคลื่นไส้อาเจียน

                คุณอาจจะได้รับยาต้านการอาเจียนร่วมด้วยพร้อมการรักษาและได้ยากลับบ้านด้วยเนื่องจากการป้องกันง่ายกว่าการรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดขึ้น

  1. รับประทานอาหารเบา ๆ และย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข่าวต้ม ซุบ ในวันที่มารักษาด้วยยาเคมีบำบัด
  2. รับประทานอาหารที่ละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้งขึ้น รับประทานอาหารช้า ๆ และเคี้ยวให้ละเอียดเพื่อช่วยการทำงานของกระเพาะ ป้องกันไม่ให้อาหารแน่นกระเพาะจนเกินไป
  3. ดื่มน้ำผลไม้ที่ไม่หวาน เย็นและสะอาด เช่นน้ำแอปเปิ้ล น้ำขิง น้ำมะนาว หรือน้ำโซดาที่ปราศจากฟองฟู่ ใช้หลอดช่วยจิบที่ละนิดจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
  4. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมาก อาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน เพราะเป็นอาหารที่ย่อยยากและอาจกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน
  5. หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารที่ปรุงด้วยเครื่องเทศ อาหารรสเผ็ดจัด หรือหวานจัด และอาหารที่มีกลิ่นแรง อาหารที่เย็น เช่น ผลไม้หรือไอศกรีมจะรับประทานได้ง่ายและกลิ่นไม่แรง
  6. นั่งพักที่เก้าอี้หลังจากรับประทานอาหาร แต่ไม่ควรเอนนอนประมาณ  2 ชั่วโมง หลังจากรับประทานอาหารแล้ว
  7. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารอย่างน้อยประมาณ  1 ชั่วโมงก่อนการรักษา หากพบว่าอาการมักเกิดขณะที่ได้รับยาเคมีบำบัด
  8. สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่คับจนเกินไป ควรได้รับอากาศบริสุทธิ์ ซึ่งจะช่วยให้อยากอาหารมากขึ้น
  9. พยายามผ่อนคลาย หางานอดิเรกที่ชอบทำ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง ทำงานฝีมือ

การดูแลตนเองเมื่อมีอาการเบื่ออาหาร

  1. การทำความสะอาดช่องปากและฟันก่อนรับประทานอาหาร จะช่วยให้รับรสอาหารได้ดีขึ้น
  2. ควรรับประทานอาหารทีละน้อย ๆ การรับประทานครั้งละมาก ๆ จะทำให้รู้สึกไม่อยากอาหาร
  3. ในเวลาตอนเช้า อาจรู้สึกอยากอาหารมากกว่าเวลาอื่น  ควรรับประทานให้ได้มากขึ้น

การดูแลตนเองเพื่อป้องกันหรือลดการเกิดแผลในปาก

            ผลที่เกิดขึ้นตามมาจากการเกิดเยื่อบุช่องปากอักเสบ คือ เกิดแผลเจ็บในปาก ปากแห้ง เคี้ยวและกลืนลำบากและการติดเชื้อในช่องปาก วิธีที่ดีที่สุด ในการป้องกันเยื่อบุช่องปากอักเสบ คือ การดูแลรักษาความสะอาดของช่องปากและฟันอย่างสม่ำเสมอ

  1. ใช้แปรงสีฟันขนนิ่ม ๆ แปรงฟันอย่างเบามือหลังรับประทานอาหารและก่อนนอน ถ้ามีเลือดออกตามเหงือกควรใช้ผ้าก๊อซหรือนิ้วแทนการใช้แปรงสีฟันและใช้ผงฟู (เบคกิ้งโซดา) แทนยาสีฟัน
  2. บ้วนปากบ่อยๆ  ด้วยน้ำยาปากเบคกิ้งโซดา หรือน้ำเกลือที่เตรียมขึ้น ไม่แนะนำให้ใช้น้ำยาบ้วนปากที่ขายตามท้องตลาด เนื่องจากมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม ซึ่งจะทำให้ปากแห้งและมีอาการระคายเคืองมากขึ้น

วิธีเตรียมน้ำยาบ้วนปาก

–          ผสมเกลือ  1 ช้อนชา กับเบคกิ้งโซดา (ผงฟู)  1 ช้อนชา ในน้ำ 4 แก้ว  หรือละลายเกลือ ¼  ช้อนชา ผสมกับน้ำ  1 แก้ว

3.     หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ระคายเคืองมากขึ้น ได้แก่ อาหารที่มีรสเผ็ด  อาหารแห้ง  เช่น ขนมปังกรอบ อาหารที่แข็ง เช่น ผักสด ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม น้ำมะนาว รับประทานอาหารที่อุ่นและเย็น มากกว่าอาหารร้อน อาหารที่กลืนได้สะดวก เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ข้าวโอ๊ต หรือผลไม้ที่ผ่านการปรุงแล้ว

4.   ควรดื่มน้ำมากๆ

การดูแลตนเองเมื่อเกิดอาการท้องเสีย

  1. ดื่มน้ำมาก ๆ อาจเป็นน้ำผลไม้ หรือน้ำชาอ่อน เพื่อป้องกันร่างกายสูญเสียน้ำ
  2. รับประทานอาหารอ่อน ๆ  มีกากน้อย เช่น ข้าวต้ม โจ๊กอุ่น ๆ  หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกากมาก เช่น ผักสด ผลไม้
  3. ถ้ามีอาการรุนแรง หรือถ่ายเหลวมากกว่าวันละ 5 คร้ง ควรปรึกษาแพทย์

การดูแลตนเองเมื่อเกิดอาการท้องผูก

  1. รับประทานอาหารที่มีกากมาก เช่น ผักสด ผลไม้ เมล็ดธัญพืช จะช่วยป้องกันไม่ให้ท้องผูก
  2. ปรึกษาแพทย์อาจต้องใช้ยาระบาย ไม่ควรใช้ยาระบายหรือยาเหน็บทวารหนักเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์

การดูแลตนเองเมื่อเกิดอาการผมร่วง

          ยาเคมีบำบัดบางชนิดทำให้ผมบางลงหรือผมร่วง ซึ่งจะเกิดขึ้นชั่วคราว มักเริ่มเกิดในเวลา  1 – 2 สัปดาห์หลังจากได้รับยา และจะงอกขึ้นมาใหม่เมื่อสิ้นสุดการรักษา บางครั้งผมจะขึ้นมาก่อนที่หยุดการให้ยา อาจพบว่ามีขนบริเวณอื่นร่วมด้วย

  1. ควรตัดผมสั้น เพราะจะทำให้ผมดูหนาและมีมาก อีกทั้งยังง่ายต่อการแก้ปัญหาเกิดภาวะผมร่วง
  2. ใช้แชมพูชนิดอ่อน หรือแชมพูสระผมเด็ก
  3. ใช้หวีหรือแปรงผมแบบนุ่ม ๆ
  4. หลีกเลี่ยงการย้อมหรือดัดผม การใช้สเปรย์
  5. เมื่อผมร่วงใช้หมวกหรือวิกผม ในช่วงที่ได้รับการรักษาด้วยา

การดูแลตนเองเมื่อผิวหนังเปลี่ยนแปลง

          ขณะได้รับการรักษาด้วยยา อาจพบผื่น ผิวหนังแห้ง เป็นสะเก็ด แพ้แสงแดดได้ง่าย

  1. อาบน้ำอุ่น ใช้สบู่อ่อน ไม่มีน้ำหอม ใช้ครีมหรือโลชั่นทาผิวเพื่อป้องกันผิวแห้ง
  2. หลีกเลี่ยงการถูกแสงโดยตรง ใช้หมวก หรือครีมกันแดดเมื่อออกแดด

 การดูแลตนเองเมื่อประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ

            ระหว่างที่ท่านได้รับยาเคมีบำบัด ท่านอาจมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือหยุดไปเลย ท่านไม่ควรกังวลเพราะไม่ใช่อาการผิดปกติ แต่อย่างไรก้อตามท่านที่อยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ควรคุมกำเนิดเพราะระหว่างที่ได้รับยาเคมีบำบัดไม่ควรตั้งครรภ์ เพราะยาเคมีบำบัดอาจมีผลต่อทารกในครรภ์

การปฏิบัติตนเมื่อกลับบ้าน

–          ท่านควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปอีกประมาณ  1 เดือน เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

–          กรณีมีอาการผิดปกติ เช่นมีไข้สูง คลื่นไส้อาเจียนมาก ท้องเสียรุนแรง มีอาการบวม มีจุดเลือดออกตามผิวหนังหรือมีเลือดออกจากอวัยวะต่าง  ๆ น้ำหนักลด หรือเพิ่มอย่างรวดเร็ว ให้ติดต่อเพื่อนัดพบแพทย์ก่อนวันนัดเดิม

–          กรณีไม่มีอาการผิดปกติ ควรมาตรวจอย่างสม่ำเสมอตามวันและเวลาที่แพทย์นัด

                      แหล่งที่มา : แผนกเคมีบำบัดและให้เลือด โรงพยาบาลศิริราช

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s